สวยได้ด้วยโบ ไม่พี่งมีด

Botulinum toxin กับความงามที่ไม่ง้อมีด ตอนที่ 1

นายแพทย์สุกิจ วรธำรง
15 ก.ค. 59

รู้จักกันก่อน: Botulinum toxin เป็นโปรตีนที่สกัดได้จากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Clostridium botulinumซึ่งได้ถูกค้นพบและวิจัยมากว่า 100 ปี และได้ถูกนำมาพัฒนาใช้ในการรักษาโรคในด้านต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 1895 เป็นต้นมา คำว่า Botulism เป็นคำเรียกภาวะอาหารเป็นพิษอย่างหนึ่งที่ประกอบด้วยอาการตามัว ปากแห้ง วิงเวียนคลื่นไส้ และสุดท้ายมักจะเสียชีวิตด้วยอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วตัว หายใจไม่ได้ และคำว่า botulus เป็นคำมาจากภาษากรีกซึ่งแปลว่า ไส้กรอก เนื่องจากในระยะแรกการระบาดของโรคนี้เกิดจากอาหารไส้กรอก จนกระทั่งได้มีการวิจัยโดย Prof. Emile Pierre Marie van Ermemgem ค้นพบว่าสาเหตุของอาการนี้ไม่ใช่การติดเชื้อ แต่เป็นภาวะเกิดจากสารพิษและหลังจากนั้นจึงมีการค้นพบกลไกของการเกิดอาการพิษได้ว่าพิษนั้นเมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วจะออกฤทธิ์ที่เส้นใยประสาทส่วนปลายโดยสกัดกั้นไม่ให้หลั่งสารที่เป็นสื่อสัญญาณไปยังส่วนที่ทำงานจากการสั่งการของเส้นใยประสาทนั้นได้ ส่วนใหญ่จะเป็นกล้ามเนื้อต่าง ๆ ต่อมเหงื่อตามผิวหนัง เป็นต้น ดังนั้นผลจากการออกฤทธิ์เช่นนี้ จึงทำให้กล้ามเนื้ออ่อนกำลังลง ในทางการรักษาโรคจึงได้มีการนำสารนี้มารักษาโรคที่เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เช่นผู้ที่มีโรคทางระบบประสาท สมอง หรือภาวะกล้ามเนื้อลูกตาหดตัวผิดปกติเกิดภาวะตาเขตั้งแต่ ปี 1960 เป็นต้นมา

แล้ว Botulinum toxin มาสู่วงการความงามได้อย่างไร: เรื่องนี้ต้องนับว่าเป็นความบังเอิญและช่างสังเกตของแพทย์จาก Vancouver ชื่อ Dr. Alastair Carruthers ที่ได้สังเกตคนไข้ที่ได้รับการรักษาโรคกล้ามเนื้อรอบตาหดเกร็งว่า มีรอยย่นที่หว่างคิ้วลดลง จึงลองใช้ยาตัวนี้ฉีดเข้าไปที่กล้ามเนื้อบนใบหน้าบางจุด ผลคือรอยย่นที่ไม่ต้องการบางแห่งหายไปและมีผิวที่เรียบเนียนขึ้น จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ยาตัวนี้ในแง่การลดรอยย่นบนใบหน้าให้หน้าดูตึงขึ้น โดยมีการเริ่มจากการใช้ลดรอยย่นหว่างคิ้ว ตีนกา หน้าผาก และขยายวงออกไปอย่างรวดเร็วในการใช้เพื่อความงาม จนครองตำแหน่งอันดับหนึ่งของการทำหัตถการทางความงามที่ไม่ใช้มีดติดต่อกันเป็นเวลานับสิบปี

สวยด้วยโบ ไม่ต้องพีึ่งมีดหมด

Botulinum toxin กับ Botox เหมือนกันหรือไม่: ความจริงแล้วยาทุกชนิดในวงการแพทย์ จะมีชื่อเรียกด้วยกันสองชื่อ คือ 1. ชื่อทางการแพทย์ (generic name) ซึ่งจะเป็นชื่อทางเคมีของยาตัวนั้นที่เป็นตัวออกฤทธิ์ ยกตัวอย่างเช่น Penicillin, Acetaminophen (หรือ Paracetamol), Acetyl salicylic acid (หรือ ASA, Aspirin) เป็นต้น ซึ่งบางชื่อก็เรียกง่าย บางชื่อก็เรียกยาก เพราะเป็นสูตรทางเคมีของยาตัวนั้น และแพทย์ เภสัช พยาบาล เท่านั้นที่จะสามารถสื่อสาร กันได้เข้าใจ 2. ชื่อทางการค้า (trade name) เป็นชื่อที่บริษัทผู้ผลิตยาตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ยาเรียกได้ง่ายขึ้น และสามารถจดจำได้ การตั้งชื่อส่วนมากก็จะอ้างอิงจากชื่อทางการแพทย์ แต่อาจจะมีการดัดแปลงให้กระชับขึ้นและติดปากมากขึ้น เช่น Botulinum toxin A ก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันในท้องตลาดเป็นหลายชื่อ เช่น BOTOX®, DYSPORT®, NEURONOX®, BOTULAX®,MEDITOX® เป็นต้น ซึ่งแต่ละชื่อ แต่ละยี่ห้อก็อาจจะมีองค์ประกอบเหมือนกันหรือแตกต่างกันบ้าง ตามสูตรของแต่ละบริษัทที่ผลิตออกมาขายในท้องตลาด ดังนั้นผู้ใช้ก็ควรจะเข้าใจประเด็นนี้ให้ชัดเจนด้วยว่าการเลือกใช้ยาแต่ละยี่ห้อนั้นอาจจะมีความแตกต่างกันในแง่ของประสิทธิภาพ และปริมาณการใช้ยาที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ แพทย์ผู้ใช้ยาก็มักจะเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่คนไข้ก่อนการบริหารยา หรือคนไข้เองที่ฉลาดเลือกก็สามารถเสาะหาข้อมูลได้จากแหล่งต่าง ๆ โดยเฉพาะในเอกสารกำกับยา, ใน website ต่าง ๆ ได้ ไม่ยากนัก

ประโยชน์ด้านความงามของ Botulinum toxin: หลังจากที่ได้รู้จักหน้าตาของ Botulinum toxin มาแล้วพอสังเขป เราจะมาสนใจการใช้ยาตัวนี้เฉพาะในแง่ความงามว่า หากจะใช้ยาตัวนี้ในการแก้ไขปัญหาของคนไข้ในประเด็นต่าง ๆ ไล่เรียงมาจากอดีตจนปัจจุบัน เท่าที่ยอมรับกันในหมู่แพทย์ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ที่สำคัญ ๆ ได้แก่

  1. การใช้เพื่อลดริ้วรอยย่นบนใบหน้า ที่เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อแสดงอารมณ์ในส่วนต่างๆ
  2. การใช้เพื่อลดเหงื่อออกมากเฉพาะที่
  3. การใช้เพื่อขนาดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆที่มากเกินงาม
  4. การใช้เพื่อประเด็นอื่นๆ เช่น ลดความมันบนใบหน้า, mesobotox เป็นต้น

Botulinum toxin กับความงามที่ไม่ง้อมีด ตอนที่ 2 | Botulinum toxin กับความงามที่ไม่ง้อมีด ตอนที่ 3
Botulinum toxin กับความงามที่ไม่ง้อมีด ตอนที่ 4 | Botulinum toxin กับความงามที่ไม่ง้อมีด ตอนที่ 5
Botulinum toxin กับความงามที่ไม่ง้อมีด ตอนที่ 6