สวยได้ด้วยโบ ไม่พี่งมีด

Botulinum toxin กับความงามที่ไม่ง้อมีด ตอนที่ 2

นายแพทย์สุกิจ วรธำรง
22 ก.ค. 59

เพื่อให้บทความนี้สมบูรณ์เท่าที่จะสามารถสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ ผู้เขียนจึงขอไล่เรียงรายละเอียด ประโยชน์ และประสิทธิภาพของ Botulinum toxin รวมทั้งผลข้างเคียงที่สำคัญให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจต่อเนื่องกันไปเป็นเรื่องๆ

การใช้เพื่อลดริ้วรอยย่นบนใบหน้า

ตามที่ได้เกริ่นนำไว้ตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่า Botulinum toxin เข้ามาสู่วงการความงามได้เป็นครั้งแรกจากผลข้างเคียงที่แพทย์ได้สังเกตเห็นว่ารอยย่นลดลงหลังการฉีดรักษาโรคกล้ามเนื้อหดเกร็งรอบดวงตา จึงได้นำมาปรับใช้ โดยอาศัยผลของการคลายกล้ามเนื้อที่ถูกฉีดยาเข้าไป ส่งผลให้ผิวหนังที่จีบตัวเป็นรอยยับย่นบริเวณดังกล่าวหายไปและเรียบเนียนขึ้นอย่างชัดเจน ตำแหน่งที่สำคัญๆบนใบหน้าที่มีริ้วรอยที่ไม่พึงประสงค์ ได้แก่ รอยย่นตีนกาข้างหางตาทั้งสองข้าง รอยย่นระหว่างคิ้ว(คิ้วผูกโบว์) รอยยับย่นกลางหน้าผาก เป็นต้น ซึ่งรอยเหล่านี้เป็นรอยย่นที่แสดงให้เห็นความแก่ก่อนวัยที่คนทั่วๆไปไม่ปรารถนาให้มีปรากฏขึ้นบนใบหน้า แต่ทั้งนี้ ในคนที่มีความตึงของผิวหนังพอสมควร รอยย่นเหล่านี้ก็มักจะไม่ลึกมากจนกลายเป็นร่องลึกถาวรที่บริเวณนั้นๆ การใช้ Botulinum toxin ฉีดในตำแหน่งของกล้ามเนื้อที่เป็นต้นเหตุของรอยพับจีบเหล่านั้นก็จะทำให้รอยจางหายไปได้ (ดูรูปประกอบ)

สวยด้วยโบ ไม่ต้องพีึ่งมีดหมด สวยด้วยโบ ไม่ต้องพีึ่งมีดหมด สวยด้วยโบ ไม่ต้องพีึ่งมีดหมด

จะเห็นได้ว่า ประโยชน์จากการฉีด Botulinum toxin ทื่ถูกต้องทั้งปริมาณและตำแหน่งสามารถคืนความเรียบเนียนให้ผิวหน้า ลดรอยย่นได้อย่างชะงัด ภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการฉีดก็จะไม่มีตีนกา คิ้วผูกโบว์ หน้าผากเรียบเนียน ไม่มีรอยย่นมากวนใจ สามารถยิ้มหัวเราะได้เต็มที่ในระหว่างที่ผลของยายังมีอยู่

ข้อเสียของยา Botulinum toxin สำหรับรอยย่นบนใบหน้าดังกล่าวก็มีเช่นกัน พอจะยกที่สำคัญๆได้แก่

  1. ผลของยาอยู่เพียงชั่วคราว เพราะกล้ามเนื้อของร่างกายสามารถฟื้นตัวทำงานได้เมื่อยาเริ่มหมดฤทธิ์ตามธรรมชาติในเวลาประมาณ 2-3 เดือน แต่กว่ากล้ามเนื้อจะกลับมาเป็นปกติก็คงใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ทั้งนี้การฟื้นตัวเร็วหรือช้าก็ยังขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลเช่นกัน บางคนก็ฟื้นตัวเร็วกว่านี้ บางคนก็ช้ากว่านี้ ทำให้ต้องสิ้นเปลืองเงินค่า Botulinum toxin หากต้องการรักษาสภาพผิวเรียบหน้าใสต่อไป ก็ต้องไปหาหมอให้ฉีดใหม่ทุกๆ 4-6 เดือน ซึ่งบางคนก็ไม่ถือว่าเป็นข้อเสีย เพราะถือว่าเป็นการให้โบนัสกับชีวิตทุกๆครึ่งปี (อันนี้ก็ไม่ว่ากัน จนไม่ว่าสวยไว้ก่อน)
  2. การฉีดที่ผิดที่ ผิดตำแหน่ง ผิดขนาด หรือมีการแพร่ของยาไปตำแหน่งที่ไม่พึงประสงค์ อันนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเสียหายมากกว่า ทั้งนี้เพราะผลการฉีดที่ไม่พึงประสงค์เป็นเรื่องที่คนไข้จะรับไม่ค่อยได้ บางครั้งส่งผลให้เห็นชัดและทำให้การใช้งานของอวัยวะอื่นถูกกระทบกระเทือนไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น เกิดลืมตาไม่ขึ้นเนื่องจากการฉีดเพื่อแก้ตีนกาหรือรอยย่นหว่างคิ้ว แต่ฉีดลึกเกินไปหรือเกิดการแพร่ของยาบางส่วนไปยังกล้ามเนื้อที่ใช้ยกเปลือกตาทำให้เกิดภาวะตาตกลืมตาไม่ขึ้น โดยจะพบได้หลังการฉีดภายในหนึ่งสัปดาห์ (ดูรูปประกอบ)
    สวยด้วยโบ ไม่ต้องพีึ่งมีดหมด หากเกิดผลข้างเคียงเช่นนี้ บางครั้งแพทย์อาจจะต้องใช้ยาหยอดตาบางชนิดเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อเปิดตา เพื่อลดผลของการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อเปิดตา แต่โชคดีของภาวะนี้คือโดยมากมักจะไม่ใช่เกิดจากการฉีดยาเข้าไปโดยตรงที่กล้ามเนื้อเปิดตา ดังนั้นอาจจะฟื้นตัวเองได้ในสัปดาห์ที่ 2-4 แต่ก็ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องทนสภาพนี้ต่อไปนานพอสมควร ดังนั้นหากผู้ป่วยต้องการฉีด Botulinum toxin จึงจำเป็นต้องเลือกแพทย์สักนิด ให้ได้แพทย์ที่มีความชำนาญและมีความแม่นยำในการฉีด หลีกเลี่ยงตำแหน่งที่อาจเกิดผลข้างเคียงให้ดีด้วย (โปรดเลือกสักนิดหากคิดจะสวย!!)
  3. ผลข้างเคียงอื่นๆจากการฉีดเฉพาะที่ เช่น เกิดจ้ำเลือด เขียวคล้ำม่วง ซึ่งโดยมากหากแพทย์มีความระมัดระวัง รอยเข็มจากการฉีดก็มักจะไม่หนักหนาหรือมากผิดปกติ โดยทั่วไปก็มักจะไม่เกิด นอกจากคนไข้เองใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อการหยุดของเลือด แล้วไม่ได้แจ้งให้แพทย์ทราบ ยกตัวอย่าง เช่น ยากันเลือดแข็งตัว อาหารเสริมบางชนิดที่เป็นที่นิยมมากในคนรุ่นปัจจุบัน ก็อาจจะทำให้เกิดจ้ำเลือดม่วงได้เช่นกัน แต่มักจะหายไปได้เองในเวลา 2-3 สัปดาห์

Botulinum toxin กับความงามที่ไม่ง้อมีด ตอนที่ 1 | Botulinum toxin กับความงามที่ไม่ง้อมีด ตอนที่ 3
Botulinum toxin กับความงามที่ไม่ง้อมีด ตอนที่ 4 | Botulinum toxin กับความงามที่ไม่ง้อมีด ตอนที่ 5
Botulinum toxin กับความงามที่ไม่ง้อมีด ตอนที่ 6