แผลเป็นนูนแดง เลเซอร์ช่วยได้หรือไม่?

แผลเป็นนูนแดง เลเซอร์ช่วยได้หรือไม่?

นพ.ศุภศิษฏ์ จิรวัฒโนทัย
รอ.นพ. พิชาญศักดิ์ บุญมาศ
22 พ.ค. 60

แผลเป็นที่นูนแดงมี 2 แบบ คือ

  • แผลเป็นนูนเกิน หรือ hypertrophic scar: เป็นแผลเป็นที่นูนขึ้น แต่ไม่เกินขอบเขตของแผลเดิม ในระยะแรกจะมีลักษณะนูน แดง คัน
  • แผลเป็นคีลอยด์: เป็นแผลเป็นที่โตนูนขยายใหญ่เกินขอบเขตของแผลเดิมไปมาก hypertrophic scar หรือแผลเป็นนูนเกิน มักจะพบได้จากการที่แผลเกิดในตำแหน่งที่ความตึงมาก เช่น บริเวณข้อต่อหรือกลางหน้าอก หรือแผลผ่าตัดตามแนวยาวของแขนขา เป็นต้น แผลเป็นนูนเกินนี้มักจะพบได้มากในช่วงระยะ 6 เดือนแรก หลังจากนั้นก็จะค่อยๆยุบลงมีลักษณะใกล้เคียงแผลเป็นปกติในช่วงประมาณ 1 ปีภายหลังเกิดแผล

ส่วนแผลเป็นคีลอยด์ มักจะเกิดกับผู้ที่มีผิวสีเข้ม ในตำแหน่งที่เกิดได้บ่อย ได้แก่ หัวไหล่ ติ่งหูและกลางหน้าอก ส่วนหนึ่งพบในผู้ป่วยที่มีประวัติทางพันธุกรรม ภายในเนื้อแผลเป็นคีลอยด์นี้มีการสร้างสารที่เรียกว่า คอลลาเจน มากเกินกว่าปกติจนกลายเป็นก้อนนูนโตขึ้นช้าๆ ลักษณะคล้ายเนื้องอกก็ว่าได้

มาถึงคำถามที่ว่าแผลเป็นนูนแดงเหล่านี้สามารถใช้เลเซอร์รักษาได้หรือไม่ ในปัจจุบันการรักษาแผลเป็นนูนแดงที่ดีที่สุด อาจต้องทำหลายๆอย่างควบคู่กัน ได้แก่

  1. การใช้ silicone gel sheet แปะปิดแผล
  2. การใช้เสื้อผ้ารัดแผล (pressure garment) กรณีที่มีแผลเป็นบริเวณกว้าง เช่น แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
  3. การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าที่แผล
  4. เลเซอร์ชนิด pulsed-dye อาจได้ประโยชน์ช่วยในเรื่องปรับสภาพสีของแผลเป็นให้ดีขึ้น ลดอาการคัน
  5. การผ่าตัดแก้ไขแผลเป็น ใช้กับบางกรณี เช่น คีลอยด์ขนาดใหญ่ๆ และต้องตามด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์หรือฉายรังสีขนาดต่ำๆ เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

ส่วนยาทาต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกันตามท้องตลาดในทางการแพทย์แล้วยังถือว่าไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่ารักษาแผลเป็นได้ดีขึ้นจริง

สรุปแล้วเมื่อเป็นแผลเป็นนูนแดง ต้องแยกให้ออกก่อนว่าเป็นแผลเป็นนูนเกิน หรือเป็นคีลอยด์ เพื่อปรับการรักษาให้เหมาะสม ทั้งนี้ควรปรึกษาศัลยแพทย์ตกแต่งเพื่อตรวจประเมินลักษณะแผลเป็นให้ชัดเจน เลเซอร์เพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถทำให้แผลเป็นหายไปได้ แต่เป็นเพียงตัวช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างเท่านั้น ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันการเกิดแผลเป็น หากมีแผลแล้ว ถ้าได้รับการรักษาดูแลอย่างถูกต้องโอกาสเกิดแผลเป็นก็จะน้อยลง

Laser คือ แสงมีความยาวแสงที่แตกต่างกัน ทำให้มีพลังงานตั้งแต่ สูง กลาง ต่ำ หากจะใช้ร่วมในการรักษาแผลเป็น มักจะใช้กลุ่มพลังงานต่ำ โดยมีความเชื่อว่า จะส่งผลให้เกิดการกระตุ้นให้เซลส์ทำงานดีขึ้น ผ่านกลไกเคมีภายในตัวเซลส์ เกิดการแบ่งตัวและเชื่อว่าทำให้เกิดการซ่อมแซมที่ดีขึ้น หรือในกลุ่มที่มีพลังงานปานกลาง อาจช่วยลดความเข้มของเม็ดสี กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือใช้รักษาแผลเป็นที่มีเส้นเลือดฝอยเล็ก ในขณะที่เลเซอร์กลุ่มที่มีพลังงานสูงมักจะเป็นการทำลาย ยกตัวอย่างการประยุกต์ใช้ร่วมกับการดูแลแผลเป็นที่มีโอกาสได้ประโยชน์

  1. กรณีที่เป็นแผลเป็นนูนแดง และแพทย์พิจารณาแล้วว่า เกิดจากการสร้างคอลลาเจนที่มากเกินไป เช่น Keloid หรือ แผลเป็นนูนที่ค่อนข้างหนา ร่วมกับมีเส้นเลือดฝอยที่มากเกิน อาจจะพิจารณาใช้ Nd:Yag laser เพราะพลังงานจะลงลึกได้มากกว่า ทำให้เห็นผลการรักษาชัดเจนกว่า มีโอกาสช่วยให้แผลดีขึ้น 40-50% ใน 3-6 เดือน
    แผลเป็นนูนแดง เลเซอร์ช่วยได้หรือไม่?
    ภาพที่ 2 ภาพก่อนและหลังการใช้ Nd:YAG laser for keloid and hypertrophic scar
  2. กลุ่มแผลเป็นนูนทั่วไป hypertrophic scar นอกจากจะรอเวลาให้ร่างกายปรับตัวในช่วง 6-12 เดือนแล้ว ยังอาจใช้ร่วมกับ Pulse dye laser 585 nm ช่วยกระตุ้นให้เกิดการการอุดตันเส้นเลือดขนาดเล็กที่อยู่ในแผลเป็น ช่วยลดอาการแดง และมีโอกาสเร่งให้แผลนิ่มขึ้น ในกลุ่มแผลเป็นนูนทั่วไป
  3. กลุ่มแผลเป็นบุ๋มหรือถูกดึงรั้งลงต่ำกว่าขอบผิวหนังปกติ ที่เรียก Atrophic หรือ Depressed scar ส่วนใหญ่เกิดจากคอลลาเจนถูกทำลายมากเกินไปในช่วงที่มีการอักเสบ ดังนั้นอาจเลือกใช้ fractional CO2 laser ในช่วง 12-18 เดือน ช่วยให้กลไกการปรับตัวของ collagen ดีขึ้นได้อยู่บ้าง แต่ข้อเสียคือ จะเกิดเป็นรอยสะเก็ด และผื่นแดงในช่วงสองอาทิตย์แรกได้
    แผลเป็นนูนแดง เลเซอร์ช่วยได้หรือไม่?
    ภาพที่ 3 ภาพก่อนและหลังการใช้ Fractional CO2 Laser

โดยสรุป โดยทั่วไปร่างกายมีกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยให้แผลเป็นมีคุณภาพที่ดีขึ้นอยู่แล้ว ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 6 เดือน ถึง 1 ปี ดังนั้นไม่ควรจะรีบร้อน แต่ควรปฏิบัติตามหลักการดูแลเบื้องต้นที่แพทย์แนะนำก่อน เลเซอร์ ไม่ใช่เป็นแนวทางแรกในการให้การรักษา แต่จะเลือกใช้ในแผลเป็นบางลักษณะ และเลือกใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น ควรปรึกษาแพทย์ที่ได้ตรวจและทราบประวัติการเปลี่ยนแปลงของแผลเป็นมาก่อน ไม่ควรทดลองทำตามโฆษณา เพราะจะทำให้กลไกการหายและปรับตัวตามธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นตามปกติ ของแผลเป็นถูกขัดจังหวะ อาจทำให้เกิดผลเสีย และเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น