การศึกษาสหสถาบันของภาวะปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการร่วมในประเทศไทย: ข้อมูลด้านระบาดวิทยา

บทความงานวิจัย เรื่อง "การศึกษาสหสถาบันของภาวะปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการร่วมในประเทศไทย: ข้อมูลด้านระบาดวิทยา"

ศ.นพ. บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น
สาขาวิชาศัลยศาสตร์ตกแต่ง ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
30 เม.ย. 59

งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ตะวันฉาย” ที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจัดตั้งเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นการวิจัยร่วมโดยความร่วมมือของในหลายพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลทางระบาดวิทยาของการเกิดภาะปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการร่วมในประเทศไทย ในระหว่างปี พ.ศ. 2446-2547 โดยการเก็บข้อมูลเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ที่คลอดในทุกโรงพยาบาลใน 6 จังหวัด ครอบคลุมทุกภาคของประเทศไทย ได้แก่ ขอนแก่น บุรีรัมย์ เลย พิษณุโลก สระบุรี และสงขลา โดยมีศูนย์กลางการประสานงานที่ศูนย์ตะวันฉายฯ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมีศัลยแพทย์ตกแต่งของประเทศไทยร่วมด้วยหลายท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น รองศาสตราจารย์นายแพทย์วิชัย ชี้เจริญ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา นายแพทย์ชูศักดิ์ เอื้อวิจิตรพจนา โรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล โรงพยาบาลบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ และนายแพทย์อนันต์ กมลเนตร โรงพยาบาลสระบุรี จังหวัดสระบุรี

ผลการศึกษาพบอุบัติการณ์การเกิดปากแหว่งเพดานโหว่ฯ เป็น 2.01, 1.69 และ 1.66 ต่อเด็กแรกเกิด 1,000 ราย ในจังหวัดพิษณุโลก สระบุรี และขอนแก่น ตามลำดับ โดยมีค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ คือ 1.51 ต่อเด็กแรกเกิด 1,000 ราย ความพิการร่วมร้อยละ 12.68 ภาวะความยากจน (รายได้ครอบครัวน้อยกว่า 6,000 บาทต่อเดือน) ร้อยละ 51.92 ประวัติปากแหว่งเพดานโหว่ในครอบครัวร้อยละ 19.42 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอายุครรภ์มารดา การใช้วิตามินเอและสารกรดเรติโนอิค ที่แตกต่างจากภาคอื่นๆ การให้สารโฟลิคระหว่างการตั้งครรภ์ต่ำในทุกภาค มารดาที่รับประทานตับในช่วงระยะการปฏิสนธิสามารถลดการเกิดปากแหว่งเพดานโหว่ 0.26 เท่า ขณะที่มารดาที่ได้รับยาหรือเครื่องดื่มขับระดูชนิดต่างๆ มีอัตราการเกิดสูงกว่าปกติ 5 เท่า

ในจังหวัดขอนแก่น ร้อยละ 32.14 ของมารดา ในช่วงระยะการปฏิสนธิ (1 เดือนก่อนการตั้งครรภ์จนถึง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์) อาศัยอยู่นอกจังหวัดที่ทำการคลอด และมารดาคลอดที่โรงพยาบาลในเขตอำเภอเมืองร้อยละ 57.58 แต่มีที่อยู่อาศัยในอำเภอเมืองเพียงร้อยละ 26.67

การใช้ข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์มีประโยชน์ในการประมวลข้อมูลสภาวะแวดล้อม สถานที่ตั้งครรภ์ สถานที่คลอด กับปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึง ใช้ในการวางแผนการดูแล การส่งต่อผู้ป่วย การผ่าตัดรักษา การฟื้นฟูสภาพ และการติดตามผลลัพธ์ของการรักษาในเด็กที่มีภาวะเหล่านี้

การวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับมารดาในระยะการปฏิสนธิจะต้องใช้ข้อมูลที่อยู่ของมารดาในระยะการปฏิสนธิด้วย ซึ่งมีมารดามีที่อยู่ในระยะการปฏิสนธิอยู่นอกเขตจังหวัดที่คลอดและที่อยู่ระหว่างการปฏิสนธิอยู่นอกเขตอำเภอของโรงพยาบาลที่ทำการคลอดจำนวนมาก

จังหวัดที่เข้าร่วมการศึกษา

ปัจจัยพันธุกรรมมีความเกี่ยวข้องกับสาเหตุของปากแหว่งเพดานโหว่ ได้ประมาณร้อยละ 12-20 ส่วนปัจจัยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับสภาวะแวดล้อมในระยะการปฏิสนธิ พบได้ประมาณร้อยละ 80-88 โดยอาจมีสาเหตุอื่นๆที่ได้มีการศึกษามาแล้ว เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ได้รับยาหรือสารบางอย่างและการติดเชื้อระหว่างการตั้งครรภ์ เป็นต้น มารดาที่อายุ 35 ปีขึ้นไปและการอยู่ในสภาวะความแห้งแล้งทำให้มีอุบัติการณ์ที่สูงขึ้น เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ มักจะเป็นลุ่มที่มีน้ำหนักตัวน้อยคลอดก่อนกำหนด มีความพิการร่วมหรือประวัติปากแหว่งเพดานโหว่ในครอบครัวร่วมด้วย และการให้วิตามินรวมหรือกรดโฟลิกสามารถป้องกันปากแหว่งเพดานโหว่ได้ ในงานวิจัยนี้ได้พบว่า มีมารดาจำนวนมากที่ได้รับวิตามินรวมที่ค่อนข้างช้าหลังระยะการปฏิสนธิแล้ว

อุบัติการณ์ในการศึกษานี้ มีความแตกต่างกันในแต่ละจังหวัด และน่าจะต่ำกว่าอุบัติการณ์จริง ซึ่งเกิดจากความครอบคลุมของระบบการรายงาน การยืนยันการวินิจฉัยโรค และความร่วมมือของโรงพยาบาลสถานบริการสาธารณสุข ผู้บริหารระบบสาธารณสุข และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละจังหวัดเป็นอย่างมาก โดยก่อนทำวิจัยในครั้งนี้ได้มีการประชุมในพื้นที่ สร้างแนวทางการรักษา ระบบการส่งต่อผู้ป่วย และการเก็บวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในแต่ละจังหวัด นอกจากนั้น ยังมีเด็กปากแหว่งเพดานโหว่จำนวนมากที่มีการแท้งหรือเสียชีวิตจากการคลอด ซึ่งต้องพิจารณาด้วย การศึกษานี้ได้แยกกลุ่มอาการความพิการออกไป เนื่องจากมีสาเหตุและการพยากรณ์โรคที่แตกต่างกัน

การศึกษาวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบใช้ประชากรเป็นฐานที่เป็นการศึกษาแรกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันหรือทำให้ลดลงของภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ในอนาคต รวมถึงใช้ในการวางแผนจัดการระบบสาธารณสุข ระบบสารสนเทศการลงทะเบียนเด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ตั้งแต่แรกคลอด การติดตามดูแลการรักษา การฟื้นฟูสภาพ การประเมินคุณภาพและผลลัพธ์การรักษาอย่างต่อเนื่องจนเด็กเหล่านี้ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่และมีชีวิตในสังคมที่สมบูรณ์

งานวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์ในชื่อ “A Multisite Study of Oral Clefts and Associated Abnormalities in Thailand: The Epidemiologic Data” ในวารสาร Plast Reconstr Surg Glob Open. 2016 Jan 7;3(12):e583.