ศัลยกรรมดึงหน้า

นพ. พีระศักดิ์ ฉอตระการกิจ
25 ก.พ. 59

คนเราเมื่ออายุมากขึ้น ใบหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัย คือ การมีริ้วรอย ร่องลึก การห้อยหรือตกลงของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆบนใบหน้า เช่น คิ้วตก หนังตาตก ร่องข้างแก้ม ร่องน้ำลายข้างมุมปาก เหนียงคอ หรือคอมีเนื้อห้อยย้อย ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ของความชรา ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของผิวหนังและกระดูกใบหน้า กล่าวคือ ผิวหนังมีการเสียความตึงตัว ทำให้ยืดออก กระดูกมีการบางตัวและยุบตัวในบางจุด ทำให้เกิดรอยบุ๋มหรือเปลี่ยนรูปร่างไป

การเปลี่ยนแปลงของหน้าตามอายุ
การเปลี่ยนแปลงของหน้าตามอายุ
ภาพตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงของหน้าตามอายุ
ภาพตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงของหน้าตามอายุ

 

การจะแก้ไขภาวะดังกล่าวเพื่อวัตถุประสงค์หลักคือ การลดริ้วรอยแห่งวัย หรือที่เรียกว่า การรักษาเพื่อย้อนวัย (Rejuvenation therapy) ซึ่งมีได้มากมายหลายอย่าง ขึ้นกับความยากง่ายของการรักษา ผลที่ได้ ความเสี่ยงของแต่ละหัตถการ สามารถลำดับความเสี่ยงของแต่ละหัตถการ คือ

  1. การรักษาที่ผิวหนังภายนอกแบบไม่ผ่าตัด (Non-invasive procedures) : ยกตัวอย่างเช่น การทำเลเซอร์ผิวหนังเพื่อลดริ้วรอย การทายาหรือครีมบางชนิด การฉีดโบท๊อกซ์หรือฟิลเล่อร์ รวมไปถึงการใช้ความร้อน ความเย็น หรือคลื่นเสียงความถี่สูง (High Intensity Focused Ultrasound) เพื่อเพิ่มความสามารถในการกระตุ้นเนื้อเยื่อในผิวหนัง โดยเฉพาะคอลลาเจน ส่งผลให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น
  2. การรักษาแบบผ่าตัดเล็ก (Minimal-invasive procedures) : เช่น การผ่าตัดร้อยไหม เป็นการยกกระชับใบหน้าด้วยการร้อยวัสดุที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันไปในใบหน้า เพื่อให้ใบหน้าดูกระชับขึ้น อ่อนวัยขึ้น สามารถแบ่งได้อีกตามรูปแบบของการร้อยไหม ชนิดของไหมที่ใช้ว่าละลายหรือไม่ละลาย มีเงี่ยงหรือไม่มีเงี่ยง มีโคนหรือไม่มีโคน เป็นต้น วิธีนี้มีข้อดีคือ เจ็บตัวน้อย สามารถทำภายใต้การฉีดยาชา ไม่ต้องดมยาสลบ เห็นผลการรักษาทันที มีการบวมช้ำน้อย แต่ข้อเสียคือหากทำไม่ถูกวิธี จะเห็นเป็นรอยบุ๋มบริเวณผิวหนังหรือคลำถูกตัววัสดุที่ผิวหนังได้ อีกทั้งความคงทนของผลลัพธ์จะอยู่ได้ไม่นาน ขึ้นกับวิธีการ ส่วนมากไม่เกิน 2 ปี และวิธีนี้มีข้อจำกัดคือ ไม่เหมาะกับรายที่มีการหย่อนคล้อยของผิวหนังภายนอกมาก เพราะจะทำให้เห็นรอยย่นของผิวหนังมากขึ้นได้
  3. การรักษาแบบผ่าตัด (Surgical procedures) เป็นการรักษาแบบมีแผล อาจจะมีการตัดเนื้อเยื่อส่วนที่เกิน ร่วมกับการดูดไขมัน หรือย้ายตำแหน่งของไขมันหรืออวัยวะต่างๆบนใบหน้า และมีการเย็บเพื่อทำให้ใบหน้ามีความกระชับขึ้น ดูอ่อนวัยขึ้นจากการแก้ไขความผิดปรกติที่เกิดจากความหย่อนคล้อยดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

รายละเอียดของการรักษาต่างๆ ปัจจุบันได้รับการพัฒนาจนมีความหลากหลายของการรักษาไปมาก ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงการรักษาด้วยการผ่าตัดเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า ศัลยกรรมดึงหน้า (Face-lift operation)

ประเภทของศัลยกรรมดึงหน้า

หากแบ่งตามตำแหน่งของบริเวณที่ทำการผ่าตัด สามารถจำแนกได้เป็น

  1. ศัลยกรรมใบหน้าส่วนบน หรือการผ่าตัดดึงคิ้ว (Forehead lift)
  2. ศัลยกรรมดึงหน้าส่วนกลางและล่าง (Midface and/or lower facelift)
  3. ศัลยกรรมกระชับช่วงคอ (Neck lift)

ศัลยกรรมดึงคิ้ว หรือใบหน้าส่วนบน

จุดประสงค์เพื่อทำการแก้ไขภาวะคิ้วตก คิ้วอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าปรกติ เพื่อให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น เป็นการแก้ไขรอยตีนกาด้านหางตาที่มีประสิทธิภาพกว่าการผ่าตัดเปลือกตาบนเพียงอย่างเดียว ในบางครั้งอาจร่วมกับการกำจัดกล้ามเนื้อบริเวณหัวคิ้ว ซึ่งเป็นสาเหตุของร่องลึกบริเวณกลางหน้าผากให้ดีขึ้นด้วย การผ่าตัดลักษณะนี้ สามารถทำได้ในสองลักษณะ คือ

1. การผ่าตัดแบบเปิด (Coronal หรือ open forehead lift)
เป็นการผ่าตัดที่มีแผลผ่าตัดยาวผ่านในหนังศีรษะหรือแนวไรผม เพื่อทำการกำจัดผิวหนังส่วนหน้าผากที่มีความหย่อนยาน มีผลในการช่วยลดความสูงของแนวไรผม ทำให้ไรผมต่ำลง ร่วมกับการยกตำแหน่งคิ้ว พร้อมกำจัดกล้ามเนื้อหัวคิ้วไปพร้อมกัน วิธีนี้จะได้ผลดีในคนที่มีความหย่อนของผิวหนังหน้าผากมาก คิ้วตกมาก และหน้าผากเถิกมาก เพราะปัญหาสำคัญคือเรื่องแผลที่ยาว เสียเลือดมากและใช้เวลาในการฟื้นตัวนาน
แนวแผลผ่าตัดดึงคิ้วและหน้าผากแบบเปิด
แนวแผลผ่าตัดดึงคิ้วและหน้าผากแบบเปิด
2. การผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Endoscopic-assisted brow lift)
ในการเลาะเนื้อเยื่อระหว่างผ่าตัด สามารถทำได้อย่างปลอดภัยภายใต้การมองเห็นตำแหน่งที่ผ่าตัดโดยอาศัยเครื่องมือเฉพาะทางคือ กล้องสำหรับผ่าตัดผ่านแผลเล็กและเครื่องมือสำหรับการตัดเลาะเนื้อเยื่อและกระดูก วิธีนี้ ถ้าทำอย่างระมัดระวัง สามารถทำการเลาะเนื้อเยื่อได้อย่างกว้างขวางและปลอดภัย มีแผลผ่าตัดขนาดเล็กเพียงประมาณ 1 ซม. จำนวน 3-5 แผล ขึ้นกับเทคนิคที่ศัลยแพทย์ใช้ สามารถทำการเลาะและยกคิ้วได้ ทำการตัดเลาะกล้ามเนื้อหัวคิ้วเพื่อลดรอยย่นบริเวณหัวคิ้วได้ ข้อดีคือมีแผลที่เล็ก เจ็บตัวน้อย เสียเลือดน้อย แต่การผ่าตัดลักษณะนี้ต้องอาศัยเครื่องมือที่มีความจำเพาะ รวมถึงประสบการณ์ของแพทย์ผ่าตัดที่ต้องมีความชำนาญมากพอ
แนวแผลผ่าตัดดึงคิ้วและหน้าผากโดยใช้กล้องส่อง และเครื่องมือแพทย์ที่ใช้
แนวแผลผ่าตัดดึงคิ้วและหน้าผากโดยใช้กล้องส่อง และเครื่องมือแพทย์ที่ใช้

ศัลยกรรมดึงหน้าส่วนกลางและล่าง

จุดประสงค์เพื่อแก้ไขภาวะริ้วรอยและการหย่อนคล้อยของใบหน้าบริเวณโหนกแก้ม ร่องข้างจมูก ร่องข้างปากและเหนียงบริเวณขอบกรามด้านล่าง รวมถึงบริเวณคอส่วนบน การผ่าตัดลักษณะนี้ สามารถทำได้หลายแบบ ขึ้นกับความยาวของแผลผ่าตัด ความลึกของชั้นเนื้อเยื่อที่ทำการเลาะตัด และรูปแบบของการดึงเพื่อให้เกิดการกระชับของใบหน้า แต่ก่อนที่จะมีพูดถึงรายละเอียดของการผ่าตัด จะขอเกริ่นเล็กน้อยถึงความสำคัญของเนื้อเยื่อในใบหน้าและอวัยวะสำคัญที่ต้องระวังที่อาจบาดเจ็บได้

ศัลยกรรมดึงหน้าส่วนกลางและล่าง
ศัลยกรรมดึงหน้าส่วนกลางและล่าง

ในใบหน้าของคนเรา มีเนื้อเยื่อที่สามารถแยกชั้นกันได้หลายชั้น ภายใต้ชั้นผิวหนังและไขมันใต้ผิวหนังแล้ว จะมีเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นแผ่นปกคลุมไปทั่วใบหน้า ชื่อว่าชั้นแสมซ (SMAS : Superficial Musculo-Aponeurotic System) เป็นชั้นเนื้อเยื่อที่คงความแข็งแรงของใบหน้า ส่วนชั้นที่อยู่ลึกกว่าชั้นแสมซนี้ จะเป็นเนื้อเยื่อชั้นลึกคือ กล้ามเนื้อ ไขมันกระพุ้งแก้ม และที่สำคัญคือ เส้นประสาทใบหน้า ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า

ชั้นเนื้อเยื่อที่เหมาะสมในการดึงเพื่อแก้ไขความหย่อนคล้อยของใบหน้า คือชั้นแสมซนี้เอง เพราะจะทำให้ใบหน้ากระชับขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ หากมีการดึงที่ผิวหนังภายนอกอย่างเดียวจะมีลักษณะไม่ธรรมชาติ คือมีความตึงตามแนวที่เย็บแผล มีการดึงรั้งของคิ้ว ตา จมูก มุมปาก ได้มาก อีกทั้งยังมีความตึงที่แผลผ่าตัด จะทำให้แผลผ่าตัดมีการยึดตัวออกหรือนูนแดงได้ ดังนั้นการผ่าตัดดึงหน้าที่ดี จำเป็นต้องเลาะและดึงที่ชั้นแสมซนี้เอง หลังจากเนื้อเยื่อชั้นนี้มีความตึงกระชับแล้ว ผิวหนังภายนอกที่เป็นส่วนเกินจะถูกตัดออก ทำให้แผลผ่าตัดหายได้โดยไม่มีความตึง ได้ผลการรักษาที่เป็นธรรมชาติ และคงทนถาวรกว่า

ปัญหาที่สำคัญของการผ่าตัดเลาะเนื้อเยื่อชั้นแสมซ คือ การต้องคอยระวังเส้นประสาทใบหน้าที่อยู่ใต้เนื้อเยื่อชั้นนี้ หากทำการผ่าตัดไม่ถูกต้องเช่น ลึกเกินไป หรือเกิดการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทใบหน้า จะก่อให้เกิดปัญหาได้คือ ยักคิ้วไม่ขึ้น หลับตาไม่ลง มุมปากตกยกไม่ขึ้น หน้าเบี้ยว อาจเป็นบางส่วนเฉพาะที่ได้รับบาดเจ็บหรือทั้งใบหน้าก็ได้ อาจเป็นเพียงชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ ขึ้นกับลักษณะการบาดเจ็บ ปัญหานี้อาจรุนแรงและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้

การลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บเส้นประสาทหน้า สามารถทำได้โดยทำการผ่าตัดด้วยความระมัดระวัง มีประสบการณ์การฝึกฝนและผ่าตัดจริงมาพอสมควร และเทคนิคการผ่าตัดที่ใช้ได้มีการพัฒนาเพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บเส้นประสาทใบหน้า สามารถจำแนกได้คร่าวๆดังนี้

1. การผ่าตัดดึงหน้าชั้นผิวหนังเท่านั้น (Subcutaneous facelift)
จะทำการเลาะและตัดเฉพาะชั้นผิวหนังส่วนตื้น ไม่ผ่าตัดลึกไปกว่าชั้นสแมซ ข้อดีคือความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเส้นประสาทใบหน้าต่ำ สามารถทำได้ภายใต้การฉีดยาชา เหมาะสำหรับคนที่มีการหย่อนคล้อยของผิวหนังมากๆ และมีความเสี่ยงในการดมยาสลบสูง สามารถรับได้กับผลการรักษาที่อาจดูไม่เป็นธรรมชาตินัก และผลจากความตึงที่ผิวหนังจะอยู่ได้ไม่นานนัก
2. การผ่าตัดดึงหน้าแบบมาตรฐาน (Traditional facelift)
มีแผลผ่าตัดที่ผิวหนังภายนอก ตั้งแต่บริเวณขมับ ลงมาที่บริเวณหน้าใบหู อ้อมรอบติ่งหูไปทางด้านหลัง จบที่แนวไรผมบริเวณต้นคอ เพื่อทำการกำจัดผิวหนังส่วนเกินของบริเวณขมับ แก้ม มุมกราม และต้นคอ ในชั้นแสมซจะทำการเลาะและดึงให้ตึง จะมีการตัดเนื้อเยื่อชั้นนี้หรือไม่ก็ได้ แล้วทำการเย็บชั้นแสมซให้กระชับ จากนั้นค่อยกำจัดเนื้อเยื่อส่วนเกินที่ผิวหนัง วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีการหย่อนคล้อยได้ทุกความรุนแรง สามารถกำจัดผิวหนังส่วนเกินของใบหน้าได้ดี หากทำได้ถูกต้องสามารถได้ผลการรักษาที่ดี ดูเป็นธรรมชาติ และคงทนถาวร โดยทั่วไปแล้วอยู่ที่ประมาณ 7 ปี หากการดึงและเย็บให้กระชับตึงเกินไป แม้ผลการรักษาอาจจะได้นานขึ้น แต่จะได้ผลการรักษาที่ไม่เป็นธรรมชาตินักได้ วิธีการผ่าตัดวิธีนี้ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานสำหรับการรักษาด้วยการดึงหน้า
การดึงหน้าแบบมาตรฐาน
การดึงหน้าแบบมาตรฐาน
3. การผ่าตัดดึงหน้าแบบแผลสั้น (Short-scar facelift)
การดึงหน้าแบบแผลสั้น
การดึงหน้าแบบแผลสั้น
มีแผลผ่าตัดบริเวณขมับ ลงมาที่บริเวณหน้าหูและจบที่ติ่งหูทางด้านหน้า วิธีนี้มีแผลผ่าตัดสั้นกว่าวิธีที่สอง มักทำร่วมกับการเลาะเนื้อเยื่อชั้นแสมซทางด้านบนเท่านั้น และทำการเย็บเนื้อเยื่อชั้นแสมซนี้ด้วยไหมที่ละลายช้าเข้ากับเนื้อเยื่อพังผืดที่แข็งแรงบริเวณเหนือหู (MACS lift: Minical Access Cranial Suspension) ทำให้ได้ผลการรักษาที่ดี ดูเป็นธรรมชาติ และมีความเสี่ยงในการบาดเจ็บเส้นประสาทใบหน้าต่ำ วิธีนี้เหมาะกับรายที่มีความหย่อนคล้อยของผิวหนังใบหน้าและคอไม่มากนัก หากทำได้ดี สามารถได้ผลการผ่าตัดที่คงทนและดูเป็นธรรมชาติเช่นกัน

เอกสารอ้างอิง

  1. Sherrell J. Aston, Douglas S. Steinbrech and Jennifer L. Walden. Aesthetic plastic surgery, 2009, Elsevier.
  2. Richard Warren in Plastic Surgery Vol. 2: Aesthetic; ed. Peter C. Neligan, 2013, Elsevier.
  3. Richard J. Warren in Chapter 5: Endoscopic Brow Lift-Five Portal Approach; ed. Foad Nahai and Renato Saltz, 2008, QMP.