ปฐมบทของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์

ปฐมบทของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ของประเทศไทย

นพ. สงวน คุณาพร
5 มี.ค. 59

เมื่อ 40 ปีก่อน คนในยุคนั้นจะได้ยินว่ามีคนไทยบินไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อทำ ศัลยกรรมเสริมจมูก ทำตา หรือเสริมเต้านม เนื่องจากงานศัลยกรรม หรือพูดเต็มๆก็คือ ศัลยกรรมเสริมสวย หรือ ศัลยกรรมความงาม เพิ่งเป็นที่รู้จักในประเทศไทย มีหมอศัลยกรรม ไม่กี่คนที่ให้บริการผ่าตัดด้านนี้ ในขณะที่ประเทศเกาหลียังอยู่ในภาวะวุ่นวายทางการเมือง และไม่มีความโดดเด่นทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ในยุคนั้น การเดินทางไปต่างประเทศเพื่อไปรับบริการทางการแพทย์ แล้วถือโอกาสพักฟื้นรวมทั้งท่องเที่ยวก่อนเดินทางกลับ ไม่ได้มีปริมาณมากมายเมื่อเทียบกับการไปท่องเที่ยวแบบปกติ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรือนัยทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีผู้ไปใช้บริการ

จนกระทั่งเมื่อปี 2540 คนไทยและคนทั่วโลกรู้จักคำว่า “วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง” อันเนื่องมาจากการโจมตีค่าเงินสกุลเอเชียโดยกลุ่มนักลงทุน Hedge Fund จากประเทศตะวันตก โดยมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศไทย ทำให้ประเทศหลายประเทศรวมทั้งไทยเราประสบปัญหาอย่างหนักหนาสาหัส ธนาคารและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มากมายต้องปิดตัวลงหรือถูกขายให้บริษัทต่างชาติ เนื่องจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนหนี้สินที่กู้เงินต่างประเทศมาปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจห้างร้านในประเทศ ส่งผลกระทบต่อทุกองคาพยพในห่วงโซ่เศรษฐกิจไทย ทำให้การค้า การอุตสาหกรรม การนำเข้าส่งออก ชะงักงัน การเติบโตของเศรษฐกิจ GDP ติดลบเป็นครั้งแรก ผู้คนจำนวนมากตกงาน เศรษฐีล้มละลายในชั่วข้ามคืน ความเชื่อมั่นของผู้คนตกต่ำติดดิน ไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

แต่มีธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างหนึ่งที่อยู่รอด อีกทั้งเติบโตเฟื่องฟู เป็นทางรอดของชาติ นั่นคือ การท่องเที่ยว เนื่องจากเมื่อค่าเงินบาทลดลง 50-90% เงิน 1 เหรียญสหรัฐ หรือ 1 US$ ที่ก่อนเกิดวิกฤตแลกเป็นเงินบาทได้ 24-25 บาท ในเพียงชั่วข้ามคืนที่รัฐบาล พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ์ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ตั้งแต่ 1 เหรียญสหรัฐ ต่อ 28, 30, 34, 40, 45 จนมีอยู่ช่วงหนึ่งทะลุ 50 ผลจากค่าเงินบาทอ่อนยวบนี้ ทำให้ผู้คนจากอเมริกา,ยุโรปและที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามาท่องเที่ยว ในเมืองไทยตามแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เพราะเสมือนจ่ายเงินเพียงครึ่งเดียวของที่เคยเสีย

หลังจากนั้น รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารงานต่อ แต่ก็ไม่สามารถพลิกฟื้นสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของประเทศได้มากนัก ในขณะเดียวกันมีความเปลี่ยนแปลงเล็กๆที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลสิริโรจน์ จ.ภูเก็ต และ โรงพยาบาลเอกชล จ.ชลบุรี

ก่อนหน้าเศรษฐกิจไทยมีปัญหา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีแผนธุรกิจที่จะรองรับลูกค้า หรือคนไข้ระดับบนและระดับกลางในกทม. แต่เมื่อชนชั้นกลางที่มีกำลังจ่ายค่ารักษาพยาบาล ประสบปัญหาการเงิน ต้องหันไปใช้บริการของรัฐ ลูกค้าของบำรุงราษฎร์ก็ลดลงจนน่าเป็นห่วง โรงพยาบาลจึงหันไปทดลองทำตลาดต่างประเทศ ดึงคนไข้ที่มีกำลังซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน และเอเชียแปซิฟิคเข้ามาทดแทน รวมถึงคนไข้จากประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเบนเข็มจาก การเดินทางไปรักษาตัวในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปมายังประเทศไทยแทนหลังจากเกิด เหตุการณ์ 9/11 หรือการก่อการร้ายโดยเครื่องบินถล่มตึก World Trade ที่สหรัฐฯเมื่อปี 2544 นอกจากนั้น บำรุงราษฎร์ยังมีลูกค้าที่บินมาจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศัลยกรรมความงาม ซึ่งเป็นงานของศัลยแพทย์ตกแต่ง รวมทั้งการผ่าตัดเปลี่ยนเพศกับ รศ.นพ.ปรีชา เตียวตรานนท์ ศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ชื่อเสียงของรพ.บำรุงราษฎร์ ขจรขจายไปทั่วโลกในฐานะโรงพยาบาลที่ทันสมัยเพรียบพร้อมที่สุดในเอเชียอาคเนย์ และเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อน Medical Tourism ของประเทศไทย

แต่เรื่องศัลยกรรมเปลี่ยนเพศกลับเกิดผลตรงข้ามที่ไม่คาดฝันในจ.ภูเก็ต แทนที่จะเป็น ภาพลบของโรงพยาบาลสิริโรจน์ กลับกลายเป็น Talk of the town ในชั่วข้ามคืน เนื่องจากมี ลูกค้าจากสหรัฐอเมริกา คานาดา อังกฤษ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย บินตรงมายังภูเก็ตเพื่อรับการผ่าตัด ศัลยกรรมเปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิง (Sex Reassignment Surgery, SRS) โดย นพ.สงวน คุณาพร ศัลยแพทย์ตกแต่งคนเดียวของภูเก็ตในสมัยนั้น และยังมีที่โรงพยาบาลเอกชล จ.ชลบุรี โดย นพ.สุพร วทัญญูสกุล อีกคนด้วยในห้วงเวลาเดียวกัน และเหตุการณ์เหล่านี้คือ ปฐมบทของ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของประเทศไทย โดยผู้ที่เดินทางเข้ามาเหล่านี้ มีจุดประสงค์เพื่อมา รับบริการทางการแพทย์เป็นหลัก ส่วนการท่องเที่ยวในประเทศไทยต่อเป็นผลพลอยได้หรือเป็นโบนัสให้กับตัวเองก่อนเดินทางกลับ

เมื่อดูตัวเลขนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เหล่านี้ (Medical Tourist/Traveller) และการใช้จ่ายเงินทั้งในส่วนค่ารักษาพยาบาลหรือศัลยกรรม และค่าโรงแรมที่พัก อาหารการกิน ค่าบริการท่องเที่ยวต่างๆ เมื่อปี 2540-45 ยังคงอยู่ในระดับไม่สูงนัก เพียงไม่กี่แสนคนต่อปีและ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับหลักพันล้านบาทต่อปีเท่านั้น แต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่เข้ามาบริหารงานในปี 2544 กลับมองเห็นโอกาสในวิกฤต สั่งการให้ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวฯโดย ททท. และกระทรวงอุตสาหกรรม เข้ามาดูเรื่อง Medical Tourism อย่างจริงจังร่วมกับภาคเอกชน

เดือนสิงหาคม 2544 นักข่าวที่เดินทางมาจ.ภูเก็ตร่วมกับคณะของรัฐมนตรีกระทรวง สาธารณสุข นางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ได้บังเอิญมาทำข่าวเกี่ยวกับชาวต่างชาติที่เดินทางมา จ.ภูเก็ต เพื่อรับการผ่าตัดศัลยกรรมเปลี่ยนเพศโดยเฉพาะ จนเป็นพาดหัวข่าว “แปลงเพศกู้ชาติ” กลายเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชน สังคม ประชาชนทั่วไปว่า ด้วยเหตุผลใดที่ชาวต่างชาติเหล่านี้ ถึงตัดสินใจเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังประเทศไทยเพื่อมารับการผ่าตัดศัลยกรรมที่มีความยุ่งยากซับซ้อนแบบนี้กันอย่างมากมาย อีกทั้งงานด้านศัลยกรรมจะมีส่วนช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของ ประเทศตามที่เป็นข่าวได้จริงหรือ

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยได้รับการกล่าวขานมากขึ้นเรื่อยๆในฐานะที่เป็น จุดหมายปลายทางของผู้คนทั่วโลกที่ต้องการเปลี่ยนเพศ (World capital of Sex change) สำนักข่าวใหญ่ๆไม่ว่าจะเป็น CNN, BBC, Bloomberg, NHK, National Geographic, Discovery และ Website, Blog, Social media ต่างๆพากันออกข่าว ให้ความสนใจเรื่องนี้ รวมทั้งการเติบโตของ Medical Tourism ของประเทศไทยต่อเนื่องมาตลอดอย่างไม่ขาดสาย ให้การยกย่องความสามารถของศัลยแพทย์ไทย ทำให้ผู้คนที่คิดถึงศัลยกรรมตกแต่งความงาม ด้านอื่นๆไม่ว่า การเสริมเต้านม ศัลยกรรมใบหน้า จมูก ตา ลำตัว การดูดไขมัน ฯลฯ หลั่งไหล เข้ามายังประเทศไทย ทั้งโดยการติดต่อผ่าน Website ของคลินิคศัลยกรรม โรงพยาบาลเอกชน และที่เฟื่องฟูมากที่สุดในปัจจุบัน ก็คือผ่านทางบริษัทตัวแทน ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ ผุดขึ้นมากมายทั่วโลก ทำให้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดอย่างหนึ่ง ในโลก ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

จนบัดนี้ 18 ปีหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ตัวเลขนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่เดินทาง เข้ามาในประเทศไทยมีมากกว่า 1.4 ล้านคน ในปี 2557 สร้างรายได้ทั้งจากการรักษาโรคต่างๆ ในโรงพยาบาลเอกชน การทำศัลยกรรม ทันตกรรม การตรวจสุขภาพ สปาและนวดแผนไทย รวมทั้งการท่องเที่ยวต่อเนื่อง เป็นตัวเลขมากถึง 140,000 ล้านบาท รัฐบาลสมัยต่อๆมาให้ความ สำคัญกับนโยบายแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของเอเชีย Thailand: Medical Hub of Asia ถึงขนาดมีผู้คาดการณืว่า หากมีการวางแผนสนับสนุนให้ดี อาจจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้ถึง 1 ล้านล้านบาท ภายในปี 2563 เลยทีเดียว

โดยสรุปนั้น ปัจจัยที่ทำให้ Medical Tourism ของประเทศไทยประสบความสำเร็จ เป็นอย่างสูง นำหน้าคู่แข่งอื่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ก็เพราะจุดแข็งในด้านความสามารถของ แพทย์ไทยที่เทียบเท่าประเทศตะวันตก คุณภาพของโรงพยาบาลเอกชนที่เหนือกว่า การบริการ ของแพทย์พยาบาลและพนักงานทุกระดับที่สร้างความประทับใจให้ผู้รับบริการมากกว่าที่เขาได้รับในประเทศตนเอง แต่ค่ารักษาพยาบาลกลับถูกกว่าอย่างมาก ลูกค้าจะเสียเงินเพียง 20-30% ของจำนวนที่ต้องจ่ายเพื่อรับบริการเดียวกันในประเทศของตน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และ ยังมีเงินใช้ในการท่องเที่ยวพักฟื้นต่อเนื่องในประเทศไทย ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลก อยู่มากมาย ไม่ว่า กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา เกาะสมุย ฯลฯ

ในอีกแง่มุมหนึ่ง สองสามปีที่ผ่านมานี้ วัฒนธรรม K Pop ของเกาหลี และการสนับสนุน ของรัฐบาลเกาหลี ทำให้ธุรกิจด้านศัลยกรรมความงามของเกาหลีเฟื่องฟูอย่างมาก มีการผลิต แพทย์ที่ให้บริการด้านนี้จนล้นเกินความต้องการในประเทศ จึงต้องหาวิธีดึงดูดให้นักท่องเที่ยว เดินทางไปทำศัลยกรรมความงามในเกาหลีมากขึ้น รวมทั้งคนไทยก็อยู่ในข่ายด้วย โดยเฉพาะ ศัลยกรรมใบหน้า จมูก และ ตา ซึ่งหากเรารู้ข้อมูลในเชิงลึกจะพบว่า มีทั้งคนไทยที่ได้รับ ความพอใจจากการบินไปรับการผ่าตัด เนื่องจากได้พบกับศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ และ ผู้ที่ไ้ด้รับความเสียหายจากความผืดพลาดของแพทย์และผู้ให้บริการที่ไม่ใช่แพทย์ เนื่องจาก ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ แต่เพราะถูกหลอกลวงจากบริษัทตัวแทนที่เห็นแก่ตัวไม่รับผิดชอบ จนสุดท้ายผู้เสียหายเหล่านี้ก็ต้องมาให้ศัลยแพทย์ไทยแก้ไขให้

สรุปแล้ว หากท่านใดที่คิดถึงศัลยกรรมตกแต่งความงาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใบหน้า จมูก ตา กราม หู หรือ เต้านม ลำตัว การดูดไขมัน ท่านสามารถเสาะหาข้อมูลของศัลยแพทย์ตกแต่ง ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนอบรมอย่างมีมาตารฐาน มีวุฒิบัตรแสดงความรู้ความสามารถจาก แพทยสภา ไม่ต้องบินไปถึงต่างประเทศ โดยสอบถามได้ที่ สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย www.plasticsurgery.or.th สมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย www.surgery.or.th