ตัวอย่างชายผมร่วงหลังปลูกผม

มั่นใจกับบุคคลิกใหม่ ด้วยการย้ายรากผม

พญ. กุลกานต์ อมรพัฒนา
ศัลยแพทย์ตกแต่ง
ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดย้ายรากผม
สมาชิกสมาคมแพทย์ปลูกผมนานาชาติ (International Society of Hair Restoration Surgery)
18 มิ.ย. 59

การปลูกผม หรือศัลยกรรมปลูกผม คือ การผ่าตัดย้ายรากผมที่แข็งแรงมาทดแทนผมที่หลุดร่วงไปแล้วจากสาเหตุต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีปัญหาผมบางศีรษะล้านจะมีปัญหามาจากพันธุกรรม หรือที่เรียกว่า androgenic alopecia ในผู้ชายเป็นสาเหตุหลักถึง 90% ส่วนในผู้หญิง พันธุกรรมเป็นสาเหตุหลักถึง 70% โดยหลักการทั่วไปคือ ย้ายรากผมบริเวณท้ายทอยมาปลูกทดแทนในส่วนที่ต้องการ และหัตถการนี้นับเป็นการ ‘ผ่าตัด’ หรือ ‘ศัลยกรรม’ อย่างหนึ่ง

ผมร่วงจากพันธุกรรม

เหตุใดรากผมที่แข็งแรงกว่าจึงอยู่บริเวณท้ายทอย?

จากการศึกษาพบว่ารากผมบริเวณท้ายทอยและขมับสองข้างมีหน่วยพันธุกรรมที่แข็งแรงกว่ารากผมที่อยู่ตรงกลางหนังศีรษะ และมีความทนทานต่อความเครียดที่มากระทบต่อรากผม รวมทั้งไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศชายที่มากระตุ้นให้ร่วง ดังนั้น อายุขัยของเซลล์รากผมที่บริเวณท้ายทอยจึงยาวนานกว่าผมในส่วนอื่นๆ อาจเรียกได้ว่าคงทนตลอดชีวิต และเมื่อย้ายรากผมตรงบริเวณนี้ไปปลูกที่ตำแหน่งอื่นๆของร่างกาย ผมที่ขึ้นก็ยังคงคุณสมบัติเดียวกันนี้ไปตลอด เป็นที่พิสูจน์แน่ชัดแล้วว่าเป็นเช่นนั้น เนื่องจากการผ่าตัดปลูกถ่ายรากผมมีประวัติศาสตร์มายาวนานตั้งแต่ก่อนสงครามโลก และผู้ที่ได้รับการผ่าตัดในยุคแรกๆเมื่อติดตามการรักษาจนปัจจุบัน ผมที่ปลูกก็ยังอยู่ดีคงทน อาจมีการบางลงบ้างเพราะอายุที่มากขึ้นขนาดเส้นผมจะเล็กลงเล็กน้อย แต่ก็ยังมีปริมาณผมที่ปลูกอยู่มากเหมือนเช่นตอนที่ปลูกใหม่ๆ

ภาวะศีรษะล้านจากพันธุกรรมจะมีรูปแบบที่ค่อนข้างตายตัว พิจารณาจากภาพประกอบซึ่งเป็นรูปแบบที่ได้ศึกษาในประชากรทั่วไป โดยนพ. นอร์วูด (Norwood) และ นพ. ฮามิลตัน (Hamilton)

ศีรษะล้านแบบต่างๆ

วิธีการผ่าตัดแตกต่างจากการรักษาด้วยยาอย่างไร?

การรักษามาตรฐานสำหรับภาวะผมร่วงจากพันธุกรรมนั้น คือ การรักษาด้วยยา โดยยาที่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผลจริง รวมทั้งผ่านมาตรฐานองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา (US FDA) เพียงสองชนิด ได้แก่

  1. Finasteride ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนเพศชายบางส่วนที่เรียกว่า DHT หรือ Dihydrotestosterone ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้รากผมที่มีพันธุกรรมอ่อนแอหลุดร่วงได้ง่าย ยา Finasterde สามารถลดการทำงานของ DHT ได้ถึง 70% ดังนั้นจึงช่วยชะลออาการผมร่วงจากพันธุกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ข้อเสียของยาชนิดนี้คือมีผลข้างเคียงบางอย่างที่ไม่พึงปรารถนา ได้แก่ การหย่อนความต้องการทางเพศ จำนวนสเปิร์มลดลง ก้อนไตที่เต้านมในผู้ชาย อาการปวดหน่วงที่ต่อมลูกหมาก อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงนี้พบได้น้อย และคุ้มค่าเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพของยา ก่อนใช้ยานี้ ท่านควรปรึกษาแพทย์เสียก่อน
  2. Minoxidil ยากลุ่มนี้มีกลไกการออกฤทธิ์ที่ยังไม่ชัดเจน ทฤษฎีที่เชื่อมากที่สุดคือ ช่วยการขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงรากผม โดยยากลุ่มนี้มีผลต่อความดันและระบบไหลเวียนโลหิตด้วย การบริหารยาที่ได้รับการยอมรับในแง่ความปลอดภัย คือ การใช้เฉพาะที่ ส่วนใหญ่จึงเป็นยาทา ความเข้มข้นที่ใช้ได้ผลคือ 5% ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะที่ เช่น การคัน ผื่นแพ้ ส่วนผลข้างเคียงที่รุนแรงแทบไม่มี

ยาทั้งสองชนิดควรใช้อย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อหยุดใช้ ผมก็จะกลับมาร่วงอีกดังเดิม เปรียบเหมือนคนไข้เบาหวานที่ต้องการรับยากดระดับน้ำตาลไปตลอด ทั่วไปจะได้ผลดีกับผมด้านบนศีรษะ ผมที่หน้าผากมักไม่ค่อยตอบสนองต่อยา

ส่วนการผ่าตัดนั้นเรียกได้ว่าเป็นการชดเชยส่วนที่เสียไปแล้ว แม้ผ่าตัดปลูกผมไปแล้ว แพทย์ก็มักยังแนะนำให้ใช้ยาร่วมด้วยเพื่อป้องกันผมส่วนที่ยังไม่ร่วงไป ผมที่ปลูกจะอยู่คงทนไปเรื่อยๆ ขณะที่ผมแท้ๆอาจหลุดร่วงไปอีกได้จากพันธุกรรมกำหนด

วิธีการผ่าตัดย้ายรากผม Hair Transplantation

เรื่องนี้สามารถเปรียบเทียบได้ว่า หนังศีรษะของเราเป็นดินเดียวกันหมด แต่รากผมแต่ละตำแหน่งคือต้นไม้ต่างพันธุ์ รากผมที่บริเวณท้ายทอยนั้นเป็นไม้ยืนต้นในขณะที่รากผมที่บริเวณด้านบนของหนังศีรษะเป็นไม้ล้มลุก ไม้ล้มลุกมีอายุขัยของมัน เมื่อกำลังจะตาย ต้นจะเล็กลงเรื่อยๆจนเหลือแค่รูขุมขน ดังนั้น เมื่อเราย้ายรากไม้ที่แข็งแรงกว่ามาปลูกแทนที่ก็ได้ต้นไม้ที่แข็งแรงมาทดแทน

หลักการนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 เมื่อนายแพทย์โอคูดะ (Okuda) ชาวญี่ปุ่น เป็นคนแรกในโลกที่สามารถปลูกถ่ายรากผมได้สำเร็จในคนไข้บาดแผลไฟไหม้ หลังจากนั้นศาสตร์ด้านการผ่าตัดย้ายรากผมได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องและนพ. นอร์แมน โอเรนทรายค์ (Norman Orentreich) ชาวสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาการปลูกผมอย่างจริงจังเพื่อการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาศีรษะล้าน จนในปัจจุบันการรักษาด้วยการย้ายรากผม (Hair Transplantation) หรือศัลยกรรมปลูกผม ได้รับการยอมรับว่าเป็นการรักษาชนิดเดียวที่ได้ผลถาวรในการดำรงของเส้นผมบนหนังศีรษะ

การปลูกผมด้วยวิธีผ่าตัดแบบแผง Strip Harvesting

เป็นการผ่าตัดมาตรฐานที่ใช้มากกว่า 90% โดยตัดหนังศีรษะที่ท้ายทอยเป็นแผงออกมาจากบริเวณท้ายทอย แล้วทำการแยกเฉพาะรากผมที่ต้องการ โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ จนได้หน่วยรากผมที่เล็กที่สุดที่สามารถนำไปปลูกได้

การใช้ผมจากศีรษะด้านหลัง

เมื่อนำรากผมไปปลูกในบริเวณที่ต้องการแล้ว ผมจะเข้าสู่ระยะพัก [Telogen phase] โดยจะปลิดร่วงไปก่อนในระยะเวลา 3 สัปดาห์ รากจะพักไม่ผลิตเส้นผมเป็นเวลาประมาณ 3-4 เดือน แล้วจึงเข้าสู่ระยะเจริญเติบโตใหม่ [Anagen phase] ดังนั้นผู้ที่รับการปลูกถ่ายรากผมจะสังเกตเป็นผมขึ้นหลังจากผ่าตัดประมาณ 3-4 เดือน โดยเมื่อแรกจะขึ้นมาเป็นขนอ่อนๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาเติบโตขึ้นเป็นผมเส้นโตแข็งแรง ทั้งหมดใช้ระยะเวลาประมาณ10-12 เดือนเพื่อเห็นผลการรักษา วิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้มากที่สุด เนื่องจากกราฟท์หรือรากผมที่ได้จะเป็นกราฟท์ที่มีคุณภาพมากที่สุด มีการเสียหายบอบช้ำจากการผ่าตัดน้อยที่สุด เมื่อนำมาปลูกก็จะได้ผลหรือโอกาสรอดของรากผมมากที่สุดเกือบ 100% แต่ข้อเสียของวิธีการนี้คือมีแผลเป็นยาวที่ท้ายทอย ซึ่งบางกรณีถ้าแผลใหญ่มากก็จำเป็นที่จะต้องไว้ผมให้ยาวเพียงพอที่จะปกปิด อีกทั้งยังต้องการการพักฟื้นพอสมควรประมาณ 1 สัปดาห์ จึงได้เกิดการพัฒนาเทคนิกทางเลือกที่ใช้การเจาะเอารากผมขึ้นมาทีละหน่วย ทำให้แผลเป็นน้อยลง พักฟื้นเร็วขึ้น

วงจรของผม

การปลูกผมด้วยวิธีการเจาะหรือ Follicular unit extraction [FUE]

การปลูกผมด้วยวิธีการเจาะ

เมื่อการผ่าตัดตามปกติมีข้อเสียคือแผลเป็นยาว เทคนิกการเจาะเอารากผมเพื่อไปใช้ปลูกจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น วิธีการคือใช้หัวเจาะขนาดเล็กที่มีความคมเจาะเอารากผมขึ้นมาโดยต้องใช้เทคนิกที่ดีและความละเอียดประณีตอย่างมาก เนื่องจากการเจาะลงไปถ้าไม่ชำนาญจะทำให้หัวเจาะไปตัดรากผมขาดได้ การผ่าตัดแบบเจาะจึงต้องใช้ฝีมือและเวลาในการผ่าตัดนานกว่า รากผมที่ได้จะมีความชอกช้ำมากกว่าการผ่าตัดแบบมาตรฐานเมื่อนำไปปลูกโอกาสงอกขึ้นใหม่จึงน้อยกว่าประมาณ 10-15% เมื่อเทียบกับวิธีมาตรฐาน บวกกับค่าใช้จ่ายก็มากกว่าเพราะทำได้ยาก ใช้เวลานาน แม้ว่าปัจจุบันจะมีการพัฒนาแขนกลหรือโรบ็อต*เพื่อช่วยให้การผ่าตัดง่ายขึ้นแต่ทักษะของผู้ใช้เครื่องมือก็ยังมีความสำคัญอยู่มาก อย่างไรก็ตามการใช้วิธีเจาะนี้มีข้อดีในเรื่องของแผลเป็นที่บริเวณท้ายทอยเพราะแผลที่เหลืออยู่จะเป็นแผลเล็กๆ ขนาดเท่ารูขุมขน แม้จะตัดผมสั้นมากก็ยังไม่เห็นแผล และการพักฟื้นหลังผ่าตัด การปวดแผลน้อยกว่าวิธีมาตรฐานมาก

การปลูกผมด้วยวิธีการเจาะ

เครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดแบบ FUE อาจมีทั้งที่เป็นหัวเจาะแบบมือ [Manual punch FUE] หัวเจาะแบบเครื่องมอเตอร์ [Power punch FUE] หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ [Robotic FUE] ก็แล้วแต่ความถนัดของศัลยแพทย์

การปลูกผมด้วยวิธีการเจาะ

ผลของการผ่าตัดถาวรหรือไม่?

วงจรชีวิตของรากผมที่เราย้ายมาจากท้ายทอย จะมีอายุยืนนานและไม่ถูกรบกวนด้วยอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ จึงมีอายุขัยที่ยาวนานกว่าช่วงอายุคน ก็สามารถถือได้ว่า รากผมที่ถูกย้ายมานั้นจะเป็นรากผมที่สามารถผลิตเส้นผมไปชั่วชีวิต อย่างไรก็ตามเมื่ออายุมากขึ้น ขนาดของเส้นผมและเม็ดสีในเส้นผมคนเราจะลดลงบ้าง ดังนั้นผมอาจจะบางลงหรือหงอกไปตามเวลา

การย้ายรากผมแบบไม่ผ่าตัดตามที่โฆษณาทั่วไปคืออะไร?

หากกล่าวถืงการย้ายรากผมเพื่อไปปลูกในตำแหน่งที่ต้องการแล้วถือว่าเป็นการ’ผ่าตัด’ หรือ ‘ศัลยกรรม’ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นผ่าแผลใหญ่หรือแผลเจาะ [FUE] แพทย์และผู้ให้การบริบาลมีหน้าที่ต้องทำความเข้าใจกับคนไข้ว่ามีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด (Surgical related complication) ได้เช่นเดียวกับการผ่าตัดเล็กทั่วไป การเลี่ยงบาลี เล่นคำให้เหมือนกับเป็นหัตถการที่ไม่มีความเสี่ยง ถือว่าบิดเบือนข้อมูล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้

การผ่าตัดย้ายรากผมโดยหุ่นยนต์คืออะไร?

หมายถึงเครื่อง Robotic FUE หัวเจาะจะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถช่วยคำนวณวิถึการเจาะ สามารถช่วยผ่อนแรงศัลยแพทย์ในการเจาะนำรากผมออกมาปลูก อย่างไรก็ตาม การปลูกผมยังต้องใช้ฝีมือแรงงานอยู่มา ส่วนของเครื่องจักรยังไม่สามารถทดแทนได้เต็มประสิทธิภาพ

การผ่าตัดย้ายรากผมเหมาะกับผู้ใด

  1. เหมาะสมที่สุดคือผู้ที่มีปัญหาผมร่วงทางพันธุกรรม เพราะสามารถย้ายรากจากตำแหน่งท้ายทอยซึ่งมีปริมาณมากไปทดแทนส่วนที่หายไปแล้วเช่นที่หน้าผาก กลางกระหม่อม
    ตัวอย่างชายผมร่วงหลังปลูกผม
  2. ผมแหว่งจากการบาดเจ็บ อุบัติเหตุ บาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก
    ตัวอย่างผมแหว่งจากไฟไหม้
  3. กรณีคนทั่วไปที่มีความต้องการเติมเต็มในตำแหน่งต่างๆของเส้นผมหรือขน เช่น ศีรษะเถิกมากมาแต่กำเนิด เติมขนคิ้ว หนวด เครา
    ตัวอย่างหญิงศีรษะเถิกแต่กำเนิด ตัวอย่างการปลูกคิ้ว ตัวอย่างการปลูกหนวด

นอกจากนี้ยังสามารถย้ายรากจากขนในตำแหน่งอื่นๆ ไปปลูกเสริมในส่วนที่ขาดได้อีกด้วย เช่น ขนหน้าอก ขนแขนขา ไปปลูกทดแทนผมที่หนังศีรษะ อย่างไรก็ตามก่อนตัดสินใจผ่าตัดควรได้ปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและรับทราบถึงผลที่คาดว่าจะได้รับตามความเป็นจริง