การเสริมจมูก

โหนกแก้มใหญ่ ต้องการลดขนาด

นพ.ศุภศิษฏ์ จิรวัฒโนทัย
3 มิ.ย. 59

การมีกระดูกโหนกแก้มที่ใหญ่ยื่น ทำให้ใบหน้าดูกว้าง หน้าบาน แบน และดูแข็ง โดยเฉพาะถ้าแบ่งใบหน้าออกเป็นสามส่วน คือส่วนบน กลาง และส่วนล่าง จะพบว่าใบหน้าช่วงกลางกว้างไม่สมส่วน ดูแล้วให้ความรู้สึกแข็งและดุ ช่วงใต้โหนกแก้มอาจดูหวำลึกเป็นเงา ดูเหมือนแก้มตอบ ทั้งๆ ที่จริงๆ มีแก้มปกติ โหนกแก้มจะมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อมองจากมุมเฉียง 45 องศาและเวลายิ้ม ในต่างประเทศโดยเฉพาะทางตะวันตก ผู้หญิงที่มีโหนกแก้มสูงถือว่าสวยและเป็นที่นิยมมากกว่า กลับกับในบ้านเราที่นิยมโหนกแก้มเล็กๆ และไม่สูงนัก

การผ่าตัดลดโหนกแก้ม (Cheek bone reduction)

การผ่าตัดลดโหนกแก้มสามารถทำได้โดยการปรับแต่งรูปร่างและตำแหน่งของกระดูกโหนกแก้มผ่านทางแผลผ่าตัดในช่องปาก และอาจต้องมีแผลผ่าตัดบริเวณหน้าหูขนาดเล็กๆอีกหนึ่งแผล ขึ้นกับเทคนิคการผ่าตัดและความต้องการลดหรือเลื่อนตำแหน่งโหนกแก้มของคนไข้

เทคนิคการผ่าตัดอาจแบ่งง่ายๆได้เป็นสองแบบ คือ

  1. การผ่าตัดกรอกระดูก เป็นการเปิดแผลผ่าตัดผ่านทางช่องปากและใช้เครื่องมือกรอเข้าไปกรอให้กระดูกโหนกแก้มมีขนาดเล็กลง การผ่าตัดแบบนี้มีข้อจำกัดคือไม่สามารถลดขนาดของกระดูกลงได้มากนักเพราะกระดูกโหนกแก้มมีความหนาไม่มาก และไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งของโหนกแก้มได้
  2. การตัดและเลื่อนกระดูกโหนกแก้ม เป็นการผ่าตัดผ่านทางช่องปากและใช้เครื่องมือตัดกระดูกโหนกแก้มเพื่อเลื่อนหรือลดขนาด โดยตัดกระดูกออกบางส่วน บางรายต้องมีการเปิดแผลผ่าตัดเล็กๆบริเวณหน้าหูหรือจอนผมเพื่อตัดกระดูกโหนกแก้มส่วนหลังร่วมด้วย ในกรณีที่โหนกแก้มมีความกว้างมาก การลดโหนกแก้มด้วยการตัดเลื่อนกระดูกจะเห็นผลได้ชัดเจนกว่า โดยที่รูปทรงของโหนกแก้มจะยังดูโค้งมนเป็นธรรมชาติ ไม่แบนราบไปเฉยๆ ทั้งนี้การตัดและเลื่อนกระดูกหลังจากเปลี่ยนตำแหน่งแล้ว มักจะต้องมีการยึดกระดูกให้อยู่กับที่ด้วยโลหะหรือสกรู เพื่อให้ได้ตำแหน่งโหนกแก้มที่สวยงาม ไม่เคลื่อนผิดที่หลังผ่าตัด
ปัญหาจากการเสริมจมูกด้วยซิลิโคน

การเสริมจมูกด้วยซิลิโคนแท่ง จึงจำเป็นต้องมีความประณีตอย่างมากเพื่อลดการเกิดปัญหาต่างๆที่กล่าวไว้แล้ว อีกทางหนึ่ง คือ การใช้เนื้อเยื่อกระดูกของตัวเองเสริมจมูกทั้งหมด หรือจะเลือกผสมผสาน ระหว่างเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน (จากผนังภายในจมูก septum หรือใบหู) มาเสริมบริเวณปลายจมูก และใช้ซิลิโคนเสริมเฉพาะบริเวณสัน เพื่อขจัดปัญหาซิลิโคนที่ปลายจมูกดันจนผิวหนังบาง แดง และทะลุในที่สุด

การแก้จมูกสั้นด้วยกระดูกอ่อนจากซี่โครง

ด้วยเทคนิคนี้ ปัญหาต่างๆ บริเวณปลายจมูกจึงลดลง และช่วยให้ได้รูปทรงของจมูกที่สวยงามเป็นธรรมชาติเข้ากับใบหน้ามากยิ่งขึ้น

กระดูกอ่อนของตัวเอง นับว่าเป็นเนื้อเยื่อที่เหมาะสำหรับนำมาเสริมจมูก เพราะ มีความแข็งกำลังดี ทำให้ได้รูปทรงที่สวย และที่สำคัญทนต่อการติดเชื้อและไม่ก่อให้เกิดพังผืดในจมูกเหมือนซิลิโคน ส่วนใหญ่เราอาจเคยได้ยินการใช้กระดูกอ่อนจากใบหู แต่จริงๆแล้วศัลยแพทย์ตกแต่งสามารถนำกระดูกอ่อนมาใช้ได้จากหลายๆ ที่ เช่น ภายในผนังจมูก และกระดูกอ่อนซี่โครงซึ่งเป็นกระดูกอ่อนท่อนที่ใหญ่และแข็งแรงกว่าที่อื่นๆ สามารถนำมาเสริมและตกแต่งจมูกได้ตลอดทั้งอันโดยไม่ต้องใช้ซิลิโคนเลยก็ได้

การแก้จมูกคดด้วยกระดูกอ่อนจากซี่โครง

ใครบ้างที่เหมาะกับการเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนจากซี่โครง?

การเสริมจมูกแบบเปิด หรือโอเพ่น (Open Rhinoplasty) หมายถึง การผ่าตัดเปิดผิวหนังจมูกจากปลายจมูกขึ้นไปเหมือนเปิดฝากระโปรงรถ เพื่อให้ศัลยแพทย์ตกแต่งสามารถแต่งกระดูกอ่อนภายในจมูกได้อย่างละเอียด และยังสามารถเสริมกระดูกอ่อนที่ได้จากใบหูหรือซี่โครงเข้าไป เพื่อแก้ไขรูปทรงจมูกหรือเสริมบริเวณที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการแก้ไขทรงจมูกแบบที่ซิลิโคนไม่สามารถทำได้

การเสริมจมูกทั้งแท่งด้วยกระดูกอ่อน

การเสริมจมูกแบบโอเพ่นเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างยาก และต้องอาศัยความชำนาญของศัลยแพทย์เป็นอย่างมาก การผ่าตัดประเภทนี้จึงควรทำโดยศัลยแพทย์ตกแต่งที่เชี่ยวชาญเท่านั้นเพราะหากทำโดยไม่มีความชำนาญอาจเกิดผลแทรกซ้อนขึ้น ซึ่งมักจะรุนแรงตามที่เราเห็นกันในข่าวอยู่บ่อยๆ

ผลข้างเคียงจากการเลาะกระดูกซี่โครงเพื่อใช้ในการเสริมจมูก

นอกเหนือจากผลข้างเคียงตามปกติจากการผ่าตัดทั่วไป อันได้แก่ การอักเสบ การติดเชื้อ อาการปวดระบบจากการผ่าตัดซึ่งมักจะมีได้มากน้อยแล้วแต่ชนิดของการผ่าตัดแล้ว การเลาะกระดูกซี่โครงเพื่อนำไปใช้ในการเสริมจมูกหรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก็มีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะเช่นกัน ซึ่งตามปกติแพทย์ผู้ผ่าตัดจะพยายามหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงดังกล่าวและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างดีที่สุด โอกาสเกิดขึ้นตามมาตรฐานสำหรับผลข้างเคียงต่อไปนี้มักไม่สูงมากและในการดูแลโดยแพทย์ที่มีความชำนาญก็มักจะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นที่ไม่รุนแรง แต่อย่างไรก็ดีผลข้างเคียงที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับการใช้กระดูกซี่โครงโดยเฉพาะสามารถพบได้มีดังนี้

  1. การเกิดแผลปูนนูน Keloid: (พบได้ประมาณ 0.68-13.24%) เป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการหายที่ผิดปกติทำให้มีแผลปูดนูนบริเวณแผลผ่าตัดเลาะกระดูกซี่โครงไป เกิดแผลปูดก้อนแข็งขนาดใหญ่กว่าแผลผ่าตัดเริ่มต้น อาจจะมีอาการคัน เจ็บที่แผลปูดได้โดยมากเกิดขึ้นหลังการผ่าตัด 3-6 เดือน การรักษาแผลปูดนูนสามารถทำได้โดยการป้องกันโดยใช้แผ่นเจลซิลิโคน การใช้ยาทาเฉพาะที่บางชนิด และหากปูนนูนมากการฉีดยาละลายแผลปูดด้วยยากลุ่มสเตียรอยด์ ก็สามารถควบคุมแผลปูดให้ยุบลงได้
  2. การเกิดภาวะลมรั่ว (Pneumothorax) เลือดออกในช่องปอด (Hemothorax): ภาวะนี้เป็นภาวะที่รุนแรงที่สุดและไม่ควรจะเกิดขึ้นหากทำโดยแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญจริง ๆ เกิดจากการเลาะกระดูกออกจากเยื่อหุ้มกระดูกแล้วทะลุผ่านเยื่อหุ้มปอดเข้าไปในช่องปอดทำให้มีลมรั่วเข้าไปในช่องปอด ในรายที่ทะลุเข้าในเนื้อปอดด้วยก็จะเกิดอันตรายต่อปอดโดยตรงทำให้เลือดออกในช่องปอด ซึ่งจะต้องมีการระบายลมและเลือดออกจากช่องปอดให้ทันท่วงที มิฉะนั้นอาจจะเกิดอันตรายต่อชีวิตได้ อัตราการเกิดผลข้างเคียงนี้ค่อนข้างต่ำตามรายงานมีเพียง 0-0.32% เท่านั้น

ปัญหาที่พบเป็นข่าว (http://women.sanook.com/47865/) ว่ามีการค้างผ้าก๊อซห้ามเลือดในแผลเลาะกระดูกซี่โครงนั้น เป็นปัญหาเกิดจากมาตรฐานการแพทย์ของสถานพยาบาลและมาตรฐานของห้องผ่าตัดโดยตรง ที่มีระบบตรวจสอบผ้าก๊อซและอุปกรณ์ผ่าตัดไม่เข้มงวดหรือมีมาตรฐานเพียงพอที่จะตรวจสอบอุปกรณ์ผ่าตัดให้ครบถ้วนก่อนจะสิ้นสุดการผ่าตัด ดังนั้นการเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานจึงเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ไม่เกิดความผิดพลาดอันไม่เกี่ยวกับการผ่าตัด ดังที่เป็นข่าวผู้ป่วยมีผ้าก๊อซค้างในแผลซี่โครงหลังจากได้รับการผ่าตัดจากต่างประเทศ