การผ่าตัดแปลงเพศ หญิงเป็นชาย...จริงหรือเจ๊ง!! ตอนที่ 1

การผ่าตัดแปลงเพศ หญิงเป็นชาย...จริงหรือเจ๊ง!! ตอนที่ 1

นายแพทย์สุกิจ วรธำรง
5 ตุลาคม 60

 
“..คนข้ามเพศคืออะไร ตุ๊ด กระเทย ทอม ดี้เป็นอย่างไร ทำไมต้องแปลงเพศ ผ่าตัดเจ็บตัวเสียเงิน มันได้ผลหรือ แล้วใช้งานได้จริงหรือไม่ กระเทยแปลงเพศน่ะพอรู้ แต่ผู้หญิงผ่าตัดให้เป็นผู้ชายมีด้วยหรือ เขาทำไปทำไม?....”

คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่เราได้ยินกันมาเป็นระยะ ๆ เวลามีข่าวหรือบทความในสื่อต่าง ๆ แต่จะมีใครสักกี่คนที่มีความรู้ ความเข้าใจแท้ ๆ ว่า ในโลกนี้มีคนที่มีปัญหาและทนทุกข์ทรมานในเรื่องการระบุอัตลักษณ์ของตัวเอง และต้องการหาทางออกอย่างเต็มกำลัง แต่ทางออกของคนไข้เหล่านี้จะไปทางไหน และ ณ ปัจจุบันนี้การเดินทางอันยาวไกลของการรักษาคนไข้กลุ่มนี้ไปถึงไหนกันแล้ว บทความนี้อาจจะมีคำตอบและทำให้สังคมได้รับทราบมีความรู้เพิ่มเติมกับภาวะนี้และสามารถยอมรับสภาพที่มีอยู่จริงของคนข้ามเพศ ที่อาจจะยืน เดิน หรือนั่งทำงานของข้าง ๆ เราอยู่ทุกวัน และ ในโลกใบนี้ได้อย่างถูกต้องและสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขมากขึ้น

ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องการผ่าตัดแปลงเพศนั้น ขอปูพื้นความรู้โดยรวมของภาวะคนข้ามเพศเพื่อความสมบูรณ์ในบทความนี้ก่อน เพื่อจะได้มีมุมมองของภาวะนี้อย่างถูกต้อง จะได้เข้าใจคนไข้กลุ่มนี้ในมุมมองที่ถูกต้องเสียที

อะไรคือคนข้ามเพศ คำว่าคนข้ามเพศนั้นเพิ่งจะเป็นที่รู้จักกันในสังคมไทย ในช่วงระยะเวลาราว ๆ 5-10 ปีมานี้ เป็นคำถูกเรียกบุคคลหรือผู้ป่วยที่มีภาวะที่มีความขัดแย้งทางการรับรู้เพศและสภาพทางร่างกาย ในทางการแพทย์ เคยเรียกภาวะนี้ว่า Gender identity disorder ซึ่งปัจจุบันถูกเปลี่ยนมาใช้คำเรียกใหม่ว่า Gender dysphoria ทั้งนี้เนื่องจากเป็นที่ยอมรับโดยสถาบันทางด้านจิตเวชทั่วโลก ว่าการจะวินิจฉัยภาวะนี้ เป็นความผิดปกติ (disorder) นั้นไม่น่าจะถูกต้อง เนื่องจากบุคคลกลุ่มนี้ไม่ได้มีความผิดปกติทางจิตแต่อย่างไร แต่เป็นบุคคลที่อยู่ภายใต้ความเครียด ความไม่สบายใจและความกังวล เนื่องจากภาวะการรับรู้ยอมรับเพศของตนเองและความเป็นจริงของร่างกายมิได้เป็นไปในทางที่สอดคล้องกัน จึงใช้คำว่า dysphoria ซึ่งหมายความถึงความเป็นเป็นสุขในร่างที่ตนเป็นอยู่ ขอยกคำกล่าวของ Harry Benjamin ซึ่งจัดเป็น sexologist ซึ่งทำงานทางด้าน Gender dysphoria ว่า SEX นั้น แตกต่างจาก GENDER ในแง่ “Sex is what you see but gender is what you feel และ harmony between the two is essential for human happiness” ซึ่งเป็นคำกล่าวที่แสดงให้เห็นชัดว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะไม่มีวันใช้ชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขได้ถ้าหากสภาพทางร่างกายที่ผู้ป่วยมีและจิตใจ มีความขัดแย้งกัน ดังนั้นผู้ที่เป็น GD จึงพยายามเสาะหาทางที่จะหลุดพ้นจากสภาพทุกข์ทรมานนี้ให้ได้เพื่อชีวิตที่สมบูรณ์และสามารถกลับมาเป็นคนคุณภาพของสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ความชุกของคนไข้กลุ่ม GD ..

ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนทุกวันนี้ เราคงสังเกตเห็นคนที่เป็น GD ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมของเราอยู่แล้ว ในยุคปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อประมาณ 30-40 ปีที่แล้วมาอย่างมาก เนื่องจากความยอมรับของสังคมและความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้แพทย์สามารถที่จะศึกษาและสามารถเข้าใจถึงความเป็นอยู่และเป็นไปของภาวะ GD นี้อย่างละเอียดและนำเสนอแนวทางรักษาคนไข้กลุ่มนี้ได้อย่างเป็นแนวทางมาตรฐานโลก ภาพพจน์ของคนไข้กลุ่มนี้ในอดีต มักจะถูกมองด้วยสายตาที่ดูถูก มีความผิดปกติทางจิต เป็นบุคคลสกปรกน่ารังเกียจ ด้อยการศึกษา และเป็นกลุ่มคนที่ไม่ควรข้องแวะ แต่ปัจจุบันนี้ ความคิดเหล่านั้นค่อย ๆ หายไปทีละน้อย และบุคคลเหล่านั้นก็มีที่ยืนในสังคมสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่ว ๆ ไปได้มากขึ้น สามารถร่วมเรียนหนังสือ ทำกิจกรรมต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันในบริษัท สถาบันต่าง ๆ ได้ด้วยการยอมรับ และเข้าใจมากขึ้น เมื่อประเมินจำนวนจากประชากรเท่าที่มีการรวบรวมจากรายงานต่างประเทศและประเทศใกล้เคียง เช่น สิงคโปร์ เราพอสรุปตัวเลขได้ว่า จำนวนคนที่เป็น GD นั้นจะมีจำนวนคร่าว ๆ ประมาณ 1:10,000 สำหรับ กลุ่ม MTF (male to female เกิดเป็นชาย ใจเป็นหญิง) และ 1:30,000 สำหรับกลุ่ม FTM (female to male เกิดเป็นหญิง ใจเป็นชาย) ซึ่งหากลองคำนวณคร่าว ๆ ในประเทศไทยจะมีคนที่เป็นภาวะชายใจหญิงประมาณถึง 70,000 คน และเป็นภาวะหญิงใจชายถึง 20,000 คน นับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยทีเดียว และหนึ่งในคนกลุ่มนี้ก็อาจจะเดินปะปน ใช้ชิวิตอยู่ข้าง ๆ เราอยู่แล้วในชีวิตจริงเช่นกัน

การผ่าตัดแปลงเพศ หญิงเป็นชาย...จริงหรือเจ๊ง!! ตอนที่ 1
การผ่าตัดแปลงเพศ หญิงเป็นชาย...จริงหรือเจ๊ง!! ตอนที่ 1

การรักษาคนไข้ GD มีแนวทางเป็นมาตรฐานโลก มั่วไม่ได้..

ปัจจุบันนี้ทั่วโลกมีแนวทางการรักษาและวินิจฉัยคนไข้กลุ่ม GD นี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากในอดีตมีการรักษาผ่าตัดแปลงเพศในคนไข้ที่ไม่ได้เป็น GD ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีแนวทางในการวินิจฉัยที่รัดกุมเพียงพอ คนไข้ได้รับการรักษาครบถ้วนแล้ว คือ ตัดอวัยวะออกไปแล้ว สร้างอวัยวะใหม่แล้ว กลับกลายเป็นว่าร่างกายใหม่ไม่ใช่สิ่งที่คนไข้ปรารถนาอย่างแท้จริง จึงมีรายงานคนไข้ฆ่าตัวตายหลังจากได้รับการผ่าตัดแปลงเพศไปแล้ว จำนวนหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นโศกนาฏกรรมทางการแพทย์อย่างแท้จริง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นซ้ำอีกในโลกปัจจุบัน จึงมีการวางแนวทางที่เข้มงวดและเป็นมาตรฐานที่ทุกสถานที่ที่จะรับดูแลคนไข้กลุ่มนี้ต้องพึงสังวรณ์และยึดถือปฏิบัติให้ รวมทั้งประเทศไทยด้วยที่ได้กำหนดข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เรื่องเกณฑ์การรักษาเพื่อแปลงเพศ พ.ศ. 2552 ออกมาและเป็นแนวทางที่แพทย์ที่รักษาคนไข้กลุ่มนี้ต้องปฏิบัติตาม (เอกสารอ้างอิงจากแพทยสภา)

และเพื่อให้บทความเรื่องนี้กระชับขึ้นจึงขอเข้าเรี่องการรักษาคนไข้กลุ่ม GD จากหญิงเป็นชาย ตามหัวเรื่อง โดยสรุปเป็นหัวข้อดังต่อไปนี้

  1. การวินิจฉัย
  2. การรักษาโดยไม่ผ่าตัด: การปรับสภาพแวดล้อม และทดลองใช้ชีวิต, การให้ฮอร์โมน
  3. การรักษาโดยการผ่าตัด (แปลงเพศ) วิธีและขั้นตอนสำคัญต่าง ๆ